รักร่วมเพศ (Homo Sexaul) กับทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) ของ ชาร์ล ดาวิน

28 Aug

 

รักร่วมเพศ (Homo Sexaul) กับทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) ของ ชาร์ล ดาวิน

 

โดย Natsu 

พอดีเคยเขียนบทความนี้ในเวปพันทิพย์มาก่อนเมื่อนานมากๆแล้ว สมัยจบ ป.โท ใหม่ๆ และกำลังเรียน ป.โทอีกสองใบ กำลังไฟแรง ร้อนวิชา

พอดีเห็นช่วงนี้เรื่องนี้มันกำลังฮิตเพราะเปอร์เซ็นต์ของคนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศมันกำลังอินเทรนด์เลยเอากลับมาเขียนใหม่อีกที

บอกไว้ก่อนนะครับว่าไม่ใช่เป็นคนไม่ชอบหรือเกลียดพวกรักร่วมเพศแต่ว่าตอนนั้นที่เขียนเพราะกำลังสนใจเกี่ยวกับจิตวิทยาและมานุษยวิทยา
ก้อเรย นำทฤษฎีทางวิชาการมาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในอีกมุมมองนึง จำได้ว่าตอนนั้นที่เขียนบทความนี้ในหว้ากอนี่โดนพวกที่เป็นเกย์ ทอม รุมด่ายับ

แต่ไม่เข็ดครับ ไหนๆก้อมีสเปซของตัวเองแล้ว เรยกะขุดเอาบทความเก่าๆที่เคยเขียนไว้ตามที่ต่างๆมาแปะไว้ด้วยดีกว่า

ในสังคมปัจจุบันกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศเริ่มมีมากขึ้น ในประเทศไทยเองก็มีการยอมรับและเปิดเผยกันมาขึ้นด้วย
ซึ่งจริงๆแล้วพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม แต่ที่ผมคิดจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะว่าอยากจะลองสังเคราะห์ทฤษฎีต่างๆออกมาในมุมมองแปลกๆบ้าง


ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายคำว่ารักร่วมเพศก่อนสักนิด

รักร่วมเพศหรือ Homosexaul อธิบายง่ายๆก็คือ พฤติกรรมที่คนที่เป็นเพศเดียวกันรู้สึกชอบพอหรือรักกับคนที่เป็นเพศเดียวกันหรือมีความต้องการที่จะมีเพศสัมพันธุ์กับเพศเดียวกันมากกว่าต่างเพศ หรือพูดง่ายๆก็คือ ไม่สนเพศตรงข้ามน่ะแหละครับ

ซึ่งตามธรรมชาติแล้วสิ่งมีชีวิตจำเป็นที่จะต้องมีการสืบพันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ และ รักษาไว้ซึ่งชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์ของตนเองสืบต่อไป ตามทฤษฎีของดาร์วิน เรื่องกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ หรือ Natural Selection ได้อธิบายไว้ว่า "การที่ลูกหลานของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์จะมีความแตกต่างไปจากพ่อแม่เล็กน้อย ซึ่งลูกหลานเหล่านี้ตัวที่มีความเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า มีความแข็งแรงกว่าก็จะมีชีวิตอยู่ และสืบพันธุ์ขยายลูกหลานต่อไปได้ได้ ส่วนตัวที่มีความเหมาะสมน้อยหรืออ่อนแอก็จะตายไป หรือ ไม่สามารถสืบทอดลูกหลานต่อไปได้ และสูญพันธุ์ไปในที่สุด"

เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของกรณีกลุ่มคนรักร่วมเพศแล้ว สามารถนำทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติอธิบายได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงทางยีน ที่ทำให้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ อย่างเช่น ทำให้มีความผิดปกติทางด้านจิตวิทยาที่ทำให้มีความคิดที่แตกต่างจากธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่จะสืบพันธุ์เพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์ตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ตนเอง ซึ่งถือเป็นยีนส์ของความอ่อนแอที่จะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ได้ เพราะการมีเพศสัมพันธุ์กับเพศเดียวกันนั้นไม่ก่อให้เกิดการปฏิสนธิ และ เกิดทายาทสืบต่อชาติพันธุ์ต่อไป

เนื่องจากการปฏิสนธินั้นจะเกิดจากการผสมกันของสเปิร์ม และไข่ หากสำเร็จจะเกิดเป็นตัวอ่อนและฝังตัวอยู่ในผนังมดลูกของเพศหญิงและทำการเจริญเติบโตต่อไปจนครบกำหนดอายุ จึงคลอดออกมา โดยเฉพาะกรณีของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งมีวิวัฒนาการมาให้มีการปฏิสนธิภายในเพื่อป้องกันตัวอ่อนจากอันตราย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่ต้องมีทั้งเพศผู้และเพศเมีย

จากกรณีนี้จึงพิจารณาได้ว่ากรณีของกลุ่มรักร่วมเพศนั้นเกิดความผิดปกติจากแนวคิดทางเพศ ไม่ว่าจะด้วยยีน หรือ จิตวิทยาก็ตาม แต่ก็นำมาซึ่งการยุติการสืบสายพันธุ์ของแต่ละบุคคล ดังนั้นจึงอาจพูดได้ว่าเป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดปกติทีทำให้เกิดการคัดเลือกสายพันธุ์ที่เข้มแข็งให้มีการสืบต่อเชื้อสายต่อไป

ดังนั้นจึงอาจประเมินในเชิงของแนวคิดเชิงปรัชญาได้ว่ากรณีที่มนุษย์เริ่มที่จะมีกลุ่มคนที่อยู่ในกลุ่มรักร่วมเพศมากขึ้นนั้น เป็นไปได้ว่าธรรมชาติกำลังรักษาสมดุลย์ที่สูญเสียไปจากการที่มนุษย์เพิ่มปริมาณมากขึ้น

ทำให้ธรรมชาติมีการควบคุมปริมาณที่มากไปของมนุษย์ด้วยการเปลี่ยนแปลงยีนส์ หรือ พฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการลดปริมาณของจำนวนมนุษย์ลง เช่น โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ การทำให้เกิดความผิดปกติของระบบรักษาสภาวะทางความคิดต่างๆอันนำมาซึ่งการลดจำนวนประชากร เช่น การให้มนุษย์บางกลุ่มไม่สามารถควบคุมจิตใต้สำนึกด้านมืดของตนโดยใช้ระเบียบแบบแผนทางสังคม หรือ รักษาความเป็นปกติไว้ได้

กรณีของพวกที่นิยมความรุนแรง หรือ พวกที่สามารถทำร้ายคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ของตนเองได้โดยไม่คิดถึงเรื่องศีลธรรม อย่างการก่อสงคราม เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจค้าอาวุธของบางประเทศ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวลดปริมาณมามนุษย์ลงได้ ซึ่งรวมทั้งกรณีของรักร่วมเพศก็เช่นกัน เป็นการทำให้มนุษย์ลดปริมาณลงได้เช่นกัน

 

5 Responses to “รักร่วมเพศ (Homo Sexaul) กับทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Natural Selection) ของ ชาร์ล ดาวิน”

  1. Urassaya August 29, 2007 at 11:23 pm #

    ก็บอกเค้าไปเลยสิคะ ว่าตัวเองเป็นพวกรักร่วมเพศก็หมดเรื่อง อิอิ ^^" 

  2. Putisan Natsuki August 29, 2007 at 11:47 pm #

    น้องที่รักของพี่ มาเม้นท์อย่างนี้นี่เดี๋ยวปั๊ดตบจูบซะให้หายซ่าซะเรยนี่ อิ อิ
     
    ว้อเว่งน้า… คิก คิก

  3. Sitdhi June 14, 2009 at 12:53 am #

    อ่อนแอ -> สูญพันธุ์รักร่วมเพศ -> สูญพันธุ์ทั้งสองอย่างนี้ นำไปสู่สิ่งเดียวกัน ฮ่าๆๆๆ

  4. Kriangsak May 5, 2010 at 5:53 am #

    คุณมีความคิดเหมือนผมเลย คือ ปรากฏการณ์รักร่วมเพศ เป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติ ซึ่งผมขอใช้คำว่า"การคัดเลือกทางสังคม" (คือผมคิดว่า การมีอยู่ของสังคมมนุษย์ เป็นลักษณะที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ตัวมนุษย์และความคิดของมนุษย์ก็เป็นธรรมชาติด้วย ) แต่การคัดเลือกทางสังคม ครอบคลุมถึงการคัดเลือก ลักษณะนิสัย พฤติกรรม คุณธรรม ความสามารถ และลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ทุกอย่าง นอกเหนือไปจากลักษณะทางกายภาพ และ ทางชีวะที่เป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติของสัตว์อื่น การรักร่วมเพศเป็นกลไกลที่คัดเลือก ลักษณะนิสัย, บุคลิก รวมทั้งลักษณะทางพันธุกรรมไม่ดี ออกไป โดยการยุติสายพันธ์ ผมคิดว่า ปู่ยา่ตายาย พ่อ แม่ ลูก และ ลูกของลูก เสมือนเป็นหน่วยสิ่งมีชีวิตเดียวกัน เพียงแต่เป็นการสร้างใหม่อีกครั้งเท่านั้นโดยมีการแตกกิ่งของการสร้างใหม่ไปหลายกิ่ง การที่คนเป็นรักร่วมเพศ เพราะคนนั้น มีลักษณะ ไม่ดีบางอย่างข้างต้น หรือ อาจเพราะ หน่วยสิ่งมีชีวิตเดียวกันรุ่นก่อนหน้า มีลักษณะไม่ดี เช่น พฤติกรรมด้านความเจ้าชู้ ซึ่งมีผลโดยอ้อมต่อการเรียนรู้ทัศนคติของลูก ทำให้สายพันธ์ของพ่อแม่นั้น นั้นต้องถูกหยุด ( ฟังดู ก็เหมือนบังเอิญ ไปตรงกับสิ่งที่ บางคนเคยสอนเรื่อง ชาติที่แล้วเจ้าชู้หลายเมีย ชาตินี้เลยเป็นกระเทย แต่ผมไม่เชื่อเรื่อง ชาติภพ หรือ การชดใช้กรรมในลักษณะชาติที่แล้วกับชาตินี้) ใคร คิดเห็นแตกต่างยังไง ก็ คุยกันได้นะคับ

  5. Ohm November 19, 2012 at 8:19 pm #

    ถ้าจะเอา “การควบคุมปริมาณ” ของมนุษย์ชาติที่มีมากขึ้น มาให้ความหมายกับการเกิดขึ้นของพวกรักเพศเดียวกันนี้มันก็ค่อนข้างที่จะมีข้อน่าสังเกตุอยู่นะครับ ในความคิดผมตั้งข้อสังเกตในจุดนี้ว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีจุดบกพร่อง ง่อย หรือพิการอย่างไรเลย เห็นมีลักษณะที่เหมือนกันกับคนทั่วๆไปอย่างชายจริงหญิงแท้ คนกลุ่มนี้ส่วนมากก็มิใช่คนที่อยู่้ท้ายแถวเมือเปรียบเทียบกันในเรื่องความรู้และความฉลาด หรือแม้แต่จะมองไปในอดีต นักปราชญ์นักคิด นักศิลปะ ชั้นยอด หลายๆคนก็เป็นกลุ่มรักเพศเดียวกัน ประเด็นนี้ผมคิดว่าน่าจะไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาบอกว่าการเกิดเพศเดียวกันนั้นเกิดจาก “การควบคุมปริมาณ” อีกประเด็นที่น่าเอามาตั้งข้อสังเกตว่าในอดีตสมัยกรีกโรมัน กลุ่มรักร่วมเพศก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วในรูปแบบของศิลปะการร่วมสังวาสกันระหว่างชายกับชาย(ไม่แน่ใจว่าเป็นประเพณีหรือความชอบ) ถึงก็มีอยู่ในช่วงที่มนุษย์บนโลกนี้มีน้อยกว่าปัจจุบันมากเลยที่เดียว อย่างสุดท้ายคิดเล่นๆคือ “การควบคุมปริมาณ” ตามความคิดเจ้าของกระทู้นั้นหากเป็นจริงก็คงจะเป็ “การควบคุมปริมาณ” ในคนหน้าตาธรรมดาไปจนถึงขี้เหร่มีจำนวนเพิ่มขึ้นซึ่งในทางกลับกับกลุ่มผู้ชายหน้าตาดีลดลงเพราะเป็นผู้รักเพศเดียวกันเป็นส่วนมาก คงจะขัดแย้งกับการคัดเลือกทางสังคมรึปล่าวน่า ??

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: